วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

ข้อเท็จจริงต้องพิจารณาก่อนการเจรจากลุ่มก่อความไม่สงบ
ความพยายามของกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายที่ต้องการใช้แนวทางการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบ ยุติสถานการณ์ความรุนแรงใน จชต. แม้ว่าวัตถุประสงค์จะเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาข้างต้นที่ทวีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2547 แต่มีความจำเป็นที่ต้องพิจารณาให้รอบครอบถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยควรต้องวิเคราะห์ถึงความเป็นจริงและผลกระทบที่จะตามมาหากมีการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบ เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบของฝ่ายรัฐได้โดยฉับพลันหากแนวทางการเจรจากลายเป็นกระแสสามารถสร้างความสนใจในระดับนานาชาติ
สำหรับแนวทางพิจารณาถึงความเป็นจริงของสถานการณ์ทั้งของฝ่ายรัฐและกลุ่มก่อความไม่สงบ รวมทั้งผลกระทบที่ตามมากเมื่อมีการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบ มีดังนี้

การเจรจาเป็นการทำให้สถานการณ์ใน จชต.เป็นปัญหาสากลและขัดต่อแนวทางหรือโยบายของฝ่ายรัฐที่ต้องการให้เป็นปัญหาภายในประเทศหรือไม่ เนื่องจากว่าหากมีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนในต่างประเทศ ว่า ผลการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จแล้ว ย่อมทำให้เกิดภาพลบต่อฝ่ายรัฐ โดยอาจมีคนบางกลุ่มไม่หวังดีนำไปโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งจะทำให้ปัญหาในพื้นที่กลายเป็นจุดสนใจส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบหรือกลุ่มคนที่มีแนวความคิดแบบสุดโต่งเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช้ปัญหาภายในแต่เป็นปัญหาของชาวมุสลิมทุกคน
การมุ่งหวังที่จะสามารถลดปัญหาความขัดแย้งในทันทีและเร็ววัน ขณะที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบยังมีอุดมการณ์ต่อต้านอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง และสภาพของกลุ่มฯได้เปลี่ยนแปลงอย่างไปอย่างมากนั้น เป็นการตอบสนองทางการเมืองหรือไม่ หากเป็นการตอบสนองทางการเมืองก็ไม่สามารถยุติปัญหาได้ทันที เนื่องจากเป็นการให้ความสำคัญภาพลักษณ์ของฝ่ายรัฐในระยะสั้น โดยยังไม่มีการเตรียมความพร้อมในเชิงโครงสร้างที่จะรองรับกับแนวทางดังกล่าวไว้เลย เช่น การเผยแพร่อุดมการณ์มีความซับซ้อนและยังเป็นตัวขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกับการต่อสู่ในต่างประเทศ จึงไม่สามารถยุติได้เร็ววัน เพราะยังไม่มีกลไกใดสามารถยุติปัญหาดังกล่าวได้

การใช้การเจรจาที่หลายฝ่ายอ้างว่าเป็นการกวนน้ำให้ขุ่นเพื่อทำให้เห็นว่าใครแกนนำของกลุ่มก่อความไม่สงบตัวจริงนั้น จะทำให้แกนนำที่แท้จริงปรากฏตัวหรือไม่ เนื่องจากในทางกลับกันน่าจะถูกฉกฉวยจากนักฉวยโอกาสที่แสวงประโยชน์ แม้ว่าจะทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบอาจเกิดความขัดแย้งกันเอง แต่ในอีกทางหนึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มฯมีความระมัดระวังในการปฏิบัติการทางลับมากขึ้น รวมทั้งยังจะเพิ่มความรุนแรงในพื้นที่ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าแกนนำที่ไปเจรจาไม่มีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่

แกนนำของกลุ่มก่อความไม่สงบที่มีการเจรจาสามารถควบคุม/สั่งการแนวร่วมได้หรือไม่ รวมทั้งกลุ่มก่อความไม่สงบมีเอกภาพหรือไม่อย่างไร เนื่องจากในระยะหลังได้เกิดปรากฏการณ์แนวร่วมใหม่ปฏิเสธความช่วยเหลือจากแกนนำรุ่นเก่า รวมทั้งการปรับตัวของกลุ่มก่อความไม่สงบในปัจจุบันเป็นเครือข่ายที่มีความเป็นอิสระระหว่างกันและเครือข่ายมีรูปแบบ Flat Organization ซึ่งมีความแตกต่างจากองค์กรของกลุ่มก่อความไม่สงบในอดีตที่มีลักษณะสั่งการจากข้างบนลงล่าง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอำนาจการสั่งการไม่ได้ขึ้นกับแกนนำคนเดียว แต่แกนนำจะเกิดขึ้นมาจากการสนับสนุนจากแนว ส่งผลอำนาจการตัดสินใจได้กระจายออกไปสู่เครือข่ายของแกนนำต่างๆ นอกจากนี้ หากเจรจาประสบผลไม่ได้หมายความว่าแนวร่วมจะยุติบทบาทลงได้ในทันที เพราะในด้านจิตวิทยาแล้วอุดมการณ์จะมีลักษณะติดตัวจนไม่สามารถลบออกในทันทีโดยต้องรอเวลาจนกว่าแนวร่วมหมดอายุไข รวมทั้งแนวร่วมในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นแนวร่วมที่ผสมผสานระหว่างกึ่งอุดมการณ์และผลประโยชน์ หรือบางส่วนมีลักษณะ Commercial Insurgent จึงสามารถสร้างสถานการณ์ได้หากมีการเสนอผลประโยชน์ตอบแทน

การเจรจาต้องดำเนินการในทางลับหากมีการเปิดเผยจะส่งผลเสียมากว่าผลดีอย่างไร แม้ว่าการเจรจาที่ผ่านจะดำเนินการโดยส่วนตัวแต่ในมุมมองจากสื่อต่างประเทศจะเห็นว่าเป็นความพยายามจากฝ่ายรัฐ รวมทั้งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อฝ่ายรัฐเช่นกัน เนื่องจากจะเป็นการตั้งความหวังกับประชาชนรวมทั้งสามารถเรียกร้องความสนใจจากต่างประเทศได้มากส่งผลให้องค์กรในต่างประเทศเกิดความสนใจมากขึ้น อาจนำไปเป็นประเด็นในการพิจารณาและแทรกแซงในอนาคต

สำหรับการเจรจาที่ อินโดนีเซียระหว่าง 21-22 ก.ย.51 โดยมีนาย Yusuf Kalla รอง ปธ.อินโดนีเซียเป็นตัวกลาง โดยรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่ามีตัวแทนของฝ่ารัฐบาลไทย คือ พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ อดีตแม่ทัพภาคที่4/ที่ปรึกษา รมว.กห. มีการเจรจากับตัวแทนกลุ่มก่อความไม่สงบ คือ นาย Wahyuddin Muhammad เป็นตัวแทนนั้น ในเบื้องต้นไม่น่าส่งผลให้สถานการณ์ลดความรุนแรงลง เนื่องจากตัวแทนการเจรจาไม่ใช้แกนนำที่สำคัญของกลุ่มฯ และที่ผ่านมายังไม่มีการเจรจาครั้งไหนจะสามารถยุติปัญหาใน จชต.ได้ซักครั้งหนึ่ง โดยผลกระทบที่ตามมาน่าจะส่งผลกระทบกับฝ่ายรัฐมากกว่าเพราะจะถูกกลุ่มฯนำไปโฆษณาได้ว่าฝ่ายรัฐไม่มีความจริงใจ เพราะไม่มีการตอบสนองจากผู้ที่รับผิดชอบที่แท้จริง เนื่องจากฝ่ายรัฐไม่มีนโยบายในการเจรจา นอกจากนี้ เปิดเผยในช่วงที่รัฐบาลใหม่กำลังจัดตั้งรัฐบาลน่าจะมีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝงมากกว่ามุ่งสำเร็จในระยะยาว
การเจรจาเป็นเรื่องสำคัญเพราะการแต่งตั้งตัวแทนต้องมีความชอบธรรมที่เกิดขึ้นจากการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีลักษณะเป็นทางการ เพราะขัดต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะกำหนดขอบเขตให้เป็นปัญหาภายในประเทศ และสถานการณ์ยังไม่เหมาะสม แต่การเจรจาที่ผ่านมามักทำเป็นการส่วนตัวและมีผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝงมากกว่าการมุ่งกระทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ประกอบการใช้แนวทางดังกล่าวต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงข้างต้นด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นว่าการเจรจามีความจำเป็นในขณะนี้หรือไม่

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551

ความเข้ากันไม่ได้ทางการเมือง

ความเข้ากันไม่ได้ทางการเมือง

ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ในทางวิชาการมีสิ่งที่เรียกว่าความลักลั่นหรือ ที่เรียกว่า Paradox คือ ความไม่สามารถเข้ากันได้ ทั้งจากฝ่ายพันธมิตรและรัฐบาล ก่อนจะเข้าในสาระสำคัญ คงต้องทำความเข้าใจถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของความขัดแย้งหรือบางฝ่ายเห็นว่าเป็นสงคราม แต่หากพิจารณาถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตลอดระยะ100กว่าวันของชุมนุมของฝ่ายพันธมิตร กดดันรัฐบาลจะเห็นลักษณะบางประการที่น่าสนใจ

จุดมุ่งหมายของการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรไม่มีความชัดเจนว่าทำเพื่อสร้างการเมืองใหม่ในระบบประชาธิปไตยมีความมุ่งหมายอย่างไร แม้ว่าจะไม่ต้องการให้นักการเมืองมีบทบาทแต่ในความเป็นจริงในโลก นักการเมืองต้องมาจากเลือกตั้งเกือบทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย และการเสนอแนวความคิด 70:30 มันขัดกับหลักประชาธิปไตย ดังนั้น ต้องมีการถามคนทั้งประเทศหรือต้องมีการศึกษาข้อดีข้อเสียโดยให้ประชาชนของประเทศให้เป็นผู้ตอบความต้องการของตนเอง

อีกประการหนึ่งการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้น เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีคำถามมากมายว่าจะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและหากต้องการให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนยุติบทบาทแล้วปัญหามันจะยุติความขัดแย้งหรือเป็นการเพิ่มความขัดแย้ง เพราะในขณะนี้ ในแง่สังคมวิทยาแล้วความขัดแย้งมันถูกจัดตั้งขึ้นและมีการกล่อมเกลาไปทุกพื้นที่ มันจึงเป็นกลไกที่จะสร้างความขัดแย้งด้วยตัวของมันเอง ด้วยบทสรุปข้างต้นทำให้พันธมิตรไม่มีความแตกต่างกับนักการเมืองเท่าไหร่นัก
การพยายามขยายวงกว้างให้เกิดการประท้วงกดดันของฝ่ายพันธมิตรเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการมีส่วนร่วมแต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเพื่อรักษาสถานะของพันธมิตรหรือไม่เพราะในแง่ของแกนนำแล้วมีหมายจับคดีกบฏ ดังนั้นหากมีมวลชนสนับสนุนฝ่ายรัฐก็จะไม่กล้าดำเนินการใดๆตามกฎหมาย

การที่กลุ่มพันธมิตรพยายามรักษารัฐธรรมนูญปี 2550ที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น ยังมีคำถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะการปฏิวัติแม้จะมีการจัดทำประชามติแล้วมาจากความต้องการของประชาชนหรือไม่

ส่วนรัฐบาลมีความชัดเจนว่าต้องการรักษาอำนาจแม้ว่าจะอ้างว่าทำเพื่อรักษาระบบของประเทศทั้งที่ที่ผ่านมาระบบของประเทศล้มเหลวมาตลอด คงต้องใช้การเยียวรักษาเสียมากว่าซึ่งต้องอาศัยทุกภาคส่วนของสังคมช่วยกัน นอกจากนี้ นักการเมืองยังไม่ได้ตระหนักว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากตนเองเสียส่วนใหญ่ ดังจะเห็นจากยังมีการต่อรองก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสินนายกรัฐมนตรีผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่กรณีเป็นพิธีกร ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการทำให้เห็นว่านักการเมืองยังยึดผลประโยชน์ในระยะสั้นมากว่าผลประโยชน์ในระยะยาว และมีบางส่วนยังต้องการต่อสู้ในครั้งนี้ต่อไป
ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายต้องทบทวนด้วยความเป็นจริงที่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นเพียงความขัดแย้งของชนชั้นปกครองในรูปแบบสงครามตัวแทน แต่มีสิ่งที่คุมไม่ได้คือการสร้างมวลชนของแต่ละฝ่ายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง จึงเป็นสิ่งท้าทายว่ามันจะจบลงอย่างใดเพราะว่าหากประชาชนที่เป็นมวลชนติดกระแสของการต่อสู้เสียแล้วกฎหมายก็ไม่สามารถใช้การได้

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ความเป็นจริงที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง

ความเป็นจริงที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง

การทำร้ายร่างกายหรือการหมายจะเอาชีวิตของกลุ่มพันธมิตรจากกลุ่มคนรักษ์อุดรใน จ.อุดรธานี เมื่อ 25 ก.ค.51 ในสภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มขยายตัวกลายเป็นการใช้ความรุนแรง(Violence)ในพื้นที่นอกใจกลางเมืองหลวง และเริ่มมีแนวโน้มขยายพื้นที่มากขึ้นตามกระแสการปลุกปั้นเพื่อเอาชนะทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเข้าใจในทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์แล้วมีนัยสำค้ญอันแสดงความเป็นจริงในระบบการเมืองไทยในรูปแบบประชาธิปไตย(Democracy) ของไทยในเวลานี้

สำหรับข้อเท็จจริงในทางการเมืองของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการใช้กำลังความรุนแรงทางการเมืองมีสาเหตุมาจาก
มวลชน/ประชาชน ยังมีพฤติกรรมของความเป็นทาสของนักการเมืองมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นจริงทางของลักษณะของคนไทยได้ว่าแม้ว่าจะเปลี่ยนการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตย ซึ่งต้องมีพื้นฐานของปัจเจกชนที่มีจิตใจของความเสมอภาคและการมีส่วนร่วมรองรับ แต่ตลอดระยะเวลา 76 ปี ยังมีจิตใจของความเป็นทาสและไพร่เหมือนเดิมอย่างไม่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของนักการเมืองในทุกระดับ ดังนั้นจึงมีความคล้อยตามและเชื่อการชี้นำของนักการเมืองในท้องถิ่น เพราะต่างมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกล่าวคือ นักการเมืองต้องใช้หรืออาศัยประชาชนเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้ง รวมทั้งยังใช้เสียงของประชาชนในการอ้างความชอบธรรมของที่มาของอำนาจมาจากประชาชนว่ามีความชอบธรรมเหนือฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ ประชาชนจะได้ผลประโยชน์ในรูปแบบของโครงการพัฒนาหรือเงินที่ได้รับจาการขายเสียง ดังนั่นประชาชนจึงเหมือนว่ามีนายคอยให้การอุปถัมภ์ตลอดเวลา เนื่องจากประชาชนจะเป็นฐานเสียง ฐานอำนาจ ให้แก่นักการเมือง

ข้าราชการ ในยุคของการต่อสู้ทางการเมืองมีความชัดเจนว่ากำลังถูกครอบงำจากนักการเมืองมากขึ้นเนื่องจากเป็นผู้ที่ให้ความก้าวหน้าและผลประโยชน์ต่อข้าราชการ เพราะอำนาจการเมืองมีสถานะที่เหนือกว่าภาคอื่นของสังคม ซึ่งไม่มีความสมดุลในระบบของสังคมไทยในปัจจุบัน การรุกคืบของฝ่ายการเมืองในระบบข้าราชการ ได้ใช้อำนาจทางการบริหารในการกดดันข้าราชการเลือกฝ่ายหรือต้องสนับสนุน หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ส่งผลให้เกิดการทุจริตอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ที่สำคัญกลายมาเป็นตัวอย่างกับสังคมว่าผู้ที่ทุจริตไม่ถูกลงโทษเกิดขบวนการเอาอย่างมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากระบบราชการไม่เอื้อต่อการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลให้ทุจริตอย่างกว้างขวางในสังคมแม้กระทั่งการสอบในโรงเรียน

นักการเมือง ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานักการเมืองสามารถเข้าควบคุมอำนาจรัฐแทนข้าราชการ จากการใช้เครือข่ายประชาชนสนับสนุนจนสามารถเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศเทียบเท่าราชการหรือขุนนางในระบบกษัตริย์ ผ่านระบบเลือกตั้งประชาธิปไตย(Representative Democracy) การขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองโดยเสียเพียงเงินทุนมากกว่าการเสียสละเพื่อให้ซึ่งระบบประชาธิปไตยเฉกเช่นประเทศที่พัฒนาแล้ว ย่อมสร้างความหลงและเหลิงอำนาจให้กับนักการเมือง เนื่องจากเป็นการลงทุนทางการเมืองที่ได้ผลตอบแทนในระยะสั้นและได้อำนาจมาอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นจากเมื่อได้อำนาจการบริหารประเทศแล้วมักจะใช้ในการสร้างความมั่นคงให้เครือข่ายของตนเองมากกว่าการใช้อำนาจในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งยังใช้อำนาจในลักษณะขจัดอุปสรรคทางการเมืองเพื่อให้มีความต่อเนื่องในการครองอำนาจในการบริหารประเทศ อันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชนชั้นนำทางการเมืองอื่น ๆที่เคยมีอำนาจ จนเกิดความขัดแย้งและทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ นักการเมืองยังมีอาณาจักรทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นจากระบบการเมืองที่เน้นเลือกตั้งที่ใช้ฐานเสียง ซึ่งส่งผลให้นักการเมืองมีฐานที่มั่นในการต่อสู้ทางการเมืองและยังนำมาสู่การต่อรองหรือการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่อาจหมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดทางกฎหมาย โดยมีความคล้ายคลึงกับซุ้มของโจรในสมัยโบราณหรือศักดินาสมัยขุนนาง เพียงแตกต่างกันเพียงวันเวลาเท่านั้น

ชนชั้นกลาง ในประเทศไทยการเกิดขึ้นของชนชั้นกลางไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นตามแนวความคิดการพัฒนาทางการเมือง(Political Development) เพราะชนชั้นกลางในประเทศไทยนั้น ไม่ได้เป็นเสาหลักในการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในประเทศไทย แต่เป็นทหารหรือข้าราชการ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากชนชั้นกลางเฉกเช่นประเทศตะวันตก มักไม่ค่อยแสดงจุดยืนที่แท้จริงว่าประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยมีแนวความคิดอย่างไร รวมทั้งไม่กล้ายืนหยัดในการต่อสู้อย่างเปิดเผยเพราะยังไม่มีจิตสำนึกของสาธารณะ(Public Mind) นอกจากนี้ มักจะเชื่อกับข่าวลวงและข่าวปล่อย ส่งผลให้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของความคิดของการต่อสู้ทางการเมืองทางอ้อม

ด้วยสภาพความเป็นจริงข้างต้นได้ส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยในขณะนี้ เดินทางมาสู่จุดที่เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่มืดมิดทางการเมืองและอาจนำมาสู่ความวุ่นวาย(Choas) ครั้งใหญ่โดยการใช้กำลังในประเทศมากขึ้น หากต่างฝ่ายยังไม่หยุดการต่อสู้ในครั้งนี้
แนวทางการแก้ไข

สำหรับแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การกล่าวลอยๆถึงแนวทางการแก้ไขคงไม่สามารถนำมาแก้ไขที่เกิดขึ้นได้ โดยควรดำเนินการการแก้ไขในระดับโครงสร้างของความคิดเสียก่อนซึ่งเป็นส่วนบนสุดซึ่งเป็นต้นเหตุที่มาของอำนาจในรูปแบบการสร้างวาทกรรมในสังคมไทย แต่ต้องใช้เวทีทางวิชาการระดมความคิดเพื่อหาทางออกให้กับสังคมไทย โดยในขั้นแรกทุกฝ่ายต้องแสวงหาความจริงเชิงประจักษ์ในทุกแง่มุม ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการแก้ไขปัญหา การการแสวงหาความจริงหรือยอมรับความเป็นจริงในสังคมไทยที่ผ่านมามักได้รับการปฏิเสธ ซึ่งส่งผลให้เกิดความซับซ้อนของปัญหามากขึ้น เพราะสังคมไทยไม่ได้เปิดใจกว้างและไม่มีความอดทนต่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาวแต่นิยมการซ่อนปัญหาหรือใช้วิธีแก้ไขที่ขาดการไตร่ครองอย่างรอบด้านเพื่อเร่งให้ปัญหาจบลงโดยเร็ว โดยไม่ขาดความตระหนักว่าการเกิดขึ้นของปัญหาใช้เวลามากกว่าการแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ กระบวนการทางความคิดของสังคมไทยยังมีลักษณะเป็นมายาคติ(Mythology)เสียมาก มากกว่าการใช้เหตุผล(Rationalism) เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงไม่เกิดการถกเถียงเพื่อให้นำมาสู่จุดที่เรียกว่าการเกิดขึ้นทางปัญญา(Intellectual) แต่วาทกรรมของมายาคติจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการหยุดนิ่งทางปัญญาเพราะจะเกิดการอ้างสิ่งที่เหนือกว่าที่เกี่ยวข้องสิ่งศักดิ์ แนวความคิดที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ รวมทั้งความอาวุโส ได้ส่งผลให้เกิดความเสื่อมถอยทางความคิดมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในภาพรวมของสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ขาดซึ่งการพัฒนาทางด้านความคิด ส่งผลให้ไม่มีพื้นฐานรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนการความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม

ผลกระทบที่ตามมาได้ส่งผลต่อสังคมก่อให้เกิดปัญหาในทุกด้านทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยมีที่มาของสาเหตุของปัญหาจากระบบความคิดในเชิงปรัญชาในข้างต้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการแก้ไขปัญหาคงต้องใช้เวลานาน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลามากน้อยเท่าไหร่ถึงจะแก้ไขปัญหาการเผชิญหน้าในประเทศไทยได้ เพราะลำพังการให้เวลาแล้วปัญหาจะจบคงใช้ไม่ได้ แ ต่ต้องอาศัยพลังของประชาชนทั้งประเทศในการกำหนดอนาคตของประเทศมากกว่าการปล่อยให้กลุ่มพลัง กลุ่มการเมืองมา เป็นผู้ผูกขาดอำนาจ/การกระทำหน้าที่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่พอเพียงที่จะหลุดพ้นจากสภาพปัญหาดังกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การเมืองใหม่เครื่องมือในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ

การเมืองใหม่เครื่องมือในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ

การเมืองใหม่(new politic)ที่ฝ่านพันธมิตรได้ประกาศเป็นวาระในการต่อสู้กับทุนนิยมการเลือกตั้ง ได้สะท้อนความเป็นจริงของการต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้ ได้ว่ากลุ่มพันธมติต้องการจะล้มระบอบโดยเฉพาะการทำลายฐานมวลชน การเมือง ที่อดีตนักการเมืองสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นฐานทางอำนาจ สืบทอดอำนาจ โดยใช้ช่องทางทางประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นเครื่องมือของการต่อสู้ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมากตลอดระยะเวลาที่นักการเมืองผู้นั้นครองอำนาจ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วหนทางที่จะล้างระบอบดังกล่าวต้องใช้การเมืองใหม่หรือการเคลื่อนไหวของประชาสังคมรูปแบบใหม่(the new social movement) จะเน้นการเคลื่อนไหวในทางการเมืองในลักษณะเรียกร้องกดดันฝ่ายรัฐ โดยใช้วิธีการหรือหลักที่สำคัญ คือ การขัดขืนทางอารยะหรือการดื้อเพ็ง(Civil Disobedience) ซึ่งในทางทฤษฎีเรียกว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะดังกล่าวว่า การเมืองในรูปแบบใหม่หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางประชาสังคมในรูปแบบใหม่ (the new politics and the new social movement) วัตถุประสงค์ของขบวนการไม่ต้องการครอบครองอำนาจรัฐเหมือนกับพรรคการเมืองหรือ กลุ่มทุน แต่ต้องการสร้างวาทกรรมทางการเมืองที่เปิดกว้างให้ภาคสังคมมากขึ้น มากกว่าการเมืองที่มีความหมายที่คับแคบเช่นการเมืองแบบตัวแทน หรือการเมืองที่เน้นการเลือกตั้ง ซึ่งอำนาจรัฐจะอยูที่กลุ่มคนในวงจำกัด

ปัจจัย/สาเหตุที่ทำให้การเกิดขึ้นการเมืองในรูปแบบใหม่หรือขบวนการประชาสังคมใหม่ มีสาเหตุมาจากการต่อต้านการเมืองรูปแบบเก่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคสังคมที่หลากหลายได้ เนื่องจาก
ประการแรก การเมืองแบบเก่าที่เน้นการเลือกตั้ง การเมืองแบบพรรคการเมือง ที่ใช้หรือดำรงอยู่เป็นพียงรูปแบบการรักษาอำนาจและสถานภาพ
ประการที่สอง ปัญหาที่เกิดขึ้นรัฐชาติ รัฐบาล ชุมชนมีความยุ่งยากซับซ้อนในปัจจุบัน ขีดความสามารถของหน่วยงานของรัฐไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องการความร่วมมือในรูปของเครือข่ายระดับท้องถิ่น ประเทศ และ สากล
ประการที่สาม ข้อจำกัดทั้งประชาธิปไตยแบบตัวแทน(Representative Democracy)เป็นเพียงการครอบงำจากทุนนิยม ขณะที่ประชาธิปไตยของฝ่ายซ้ายในรูปแบบรัฐสวัสดิการเป็นการมุ่งสลายพลังของประชาชนแต่เป็นการสร้างความเข้มแกร่งให้กับรัฐ เนื่องจากรัฐจะ
ประการที่สี่ การเกิดขึ้นของการเมืองใหม่โดยมีเคลื่อนประชาสังคมใหม่มีความแตกต่างจากประชาสังคมในรูปแบบอาสาสมัคร เนื่องจากประชาสังคมในรูปแบบอาสาสมัครยังเห็นรัฐเป็นตัวกลาง แต่การเมืองในรูปแบบใหม่ต้องการทัดทาน สร้างขีดจำกัดให้กับอำนาจรัฐ ต้องการสร้างพื้นที่/อาณาบริเวณสาธารณะ(the public sphere ) รวมทั้งต้องการสร้างพลเมืองที่มีจิตสำนึกทางการเมืองสูง

เครื่องมือในการต่อสู้ของในการเมืองรูปแบบใหม่ คือ สิทธิในการไม่เชื่อฟังรัฐของประชาสังคมหรือประชาชน (Civil Disobedience) เป็นการแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยกับระบบ และเป็นความชอบธรรมของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย เพื่อสร้าง/เรียกร้องสิทธิใหม่ๆ วัตถุประสงค์ในการสร้างกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขกฏหมาย หรือเป็นช่องทางการเคลื่อนไหวของประชาชนธรรมดาในระบบประชาธิปไตยที่อยู่นอกเหนือช่องทางปกติ นอกเหนือกฎหมาย นอกเหนือสถาบันหลักต่างๆในสังคม แต่เป็นสิ่งชอบธรรมที่สามารถทำได้ รวมทั้งยังตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านกฏหมาย สังคม โดยไม่ได้ปล่อยให้ฝ่ายรัฐ เช่น ผู้พิพากษา นักกฎหมาย นักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการ เป็นผู้ผูกขาดการกำหนดทิศทางการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว

การดื้อเพ็งหรืออารยะขัดขืน(Civil Disobedience)เป็นหลักการและวิธีการที่ใช้อย่างแพร่หลายเช่นการต่อต้านอังกฤษในอินเดีย การต่อสู้การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ ซึ่งเกิดขึ้นแนวความคิดของนาย เฮนรี เดวิด ธอโร นักเขียนชาวอเมริกันในบทความชื่อดื้อเพ็ง ในชื่อเดิมว่า การต่อต้านรัฐบาลพลเมือง ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวในภาคสังคม

ลักษณะการดื้อแพ็งประกอบด้วย 1)การละเมิดกฎหมาย หรือตั้งใจละเมิดกฎหมาย 2)การไม่ใช้ความรุนแรงหรือแนวทางสัติวิธี 3)การแจ้งล่วงหน้าว่าจะทำการขัดขืนทางอารยะ 4)การเต็มใจที่จะรับผลจาการขัดขืน 5)การกระทำเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎหมาย 6)การมุ่งสร้างสำนึกความยุติธรรมแก่สังคมโดยรวม

ส่วนการนำวิธีการอารยะขัดขืนมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ในการเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศอย่างชัดเจนที่ใช้แนวทางดังกล่าวในการต่อสู้กับฝ่ายรัฐ อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวได้มีการใช้ในทางวิชาการมาแล้วในระยะหนึ่ง หรือ มีการใช้ในระดับปัจเจกชน เช่น การที่อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉีกบัตรลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 2 เม.ย.49

สำหรับการนำเสนอของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยครั้งล่าสุดโดยมีการประกาศการเมืองใหม่ มีสาระให้ที่มาของ ส.ส.มาจากแต่งตั้งร้อยละ 70 และ การเลือกตั้งร้อยละ 30 ในความเป็นจริงแล้วมีวัตถุประสงค์ที่จะลดขนาดการเมืองให้เล็กลงเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเชิงอำนาจที่นักการเมืองมีอำนาจมากกว่าภาคอื่นๆของสังคม

อย่างไรก็ตาม จากการที่แกนนำของฝ่ายพันธมิตรได้รับอิทธิพลของแนวความคิดจากสงครามประชาชนนำมาประยุกต์ใช้ในการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นแนวความคิดของฝ่ายซ้าย แม้ว่าในระยะเวลานี้ยังอยู่ในขั้นของการต่อสู้และยังไม่ชนะ ซึ่งหากฝ่ายพันธมิตรได้รับชัยชนะสิ่งหนึ่งจะมีเปลี่ยนไปอาจเกิดการหลงอำนาจและขับเคลื่อนการเคลื่อนให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม อันจะส่งผลกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การก่อการร้ายในการเมืองไทย (Terrorist in Thai Politic)

การก่อการร้ายในการเมืองไทย (Terrorist in Thai Politic)

หากพิจารณาวิธีการ รูปแบบ ลักษณะการต่อสู้ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรในประเทศไทยในขณะนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสงครามการก่อการร้ายมีความเหมือนและคล้ายคลึงกัน เมื่อพิจารณาจาก

การต่อสู้เชิงสัญญาลักษณ์ โดยต่างฝ่ายต่างสร้างภาพลักษณ์ของตนเองว่าเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของการต่อสู้เช่นเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนนิยม ต่อสู้กับกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ซึ่งไม่แตกต่างกับการประกาศการต่อสู้ของกลุ่มอัลกออิดะห์กับตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา

การมุ่งเอาชนะทางการเมืองโดยมุ่งทำทุกวิธีทางทั้งเปิดเผยและลับ รวมทั้งตั้งวอร์รูมประเมินสถานการณ์ต่อนาทีเพื่อไม่ให้เกิดความเพลี่ยงพล้ำต่ออีกฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งการหาช่องทางกฏหมายเพื่อมุ่งนำแกนนำในการต้อสู้มาลงโทษ

การใช้วิธีการข่าวกรองที่ไม่มีความแตกต่างกับหน่วยงานความมั่นคงในระดับประเทศ โดยมีการจัดตั้งสายลับ ผู้ให้ข้อมูล(Informer) เพื่อสืบสภาพของแต่ละฝ่ายทั้งเรื่องในอดีต ปัจจุบันและประเมินแนวทางการเคลื่อนไหวในอนาคตเพื่อแก้ทางและแก้เกมส์ ด้วยเหตุนี้ การข่าวกรองซึ่งโดยธรรมชาติมีลักษณะการต่อสู้ในมุมมืด จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพของแต่ละฝ่ายดังจะเห็นจากกลุ่มพันธมิตร

การสร้างมวลชนสนับสนุน(Basement)หรือการเอาชนะจิตใจประชาชนหรือ winning heart and mind โดยใช้ช่องทางการสื่อสารทุกช่องทางเพื่อสร้างความชอบธรรมและให้เกิดการคล้อยตาม รวมทั้งการปลุกระดมสร้างความเกลียดชังไม่ต่างอะไรกับการที่กลุ่มก่อความไม่สงบได้ปลุกระดมการทำสงครามเพื่อศาสนาหรือ Jihad โดยรัฐบาลอ้างว่าการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายพันธิมตรต่อสู้เพื่อสถาบัน

การต่อสู้ฝ่ายหนึ่งมีความได้เปรียบเชิงอำนาจรัฐ ขณะที่อีกฝ่ายไม่อำนาจแต่ใช้รูปแบบการต่อสู้นอกรูปแบบโดยมวลชน ซึ่งไม่แตกต่างกับการต่อสูของขบวนการก่อร้ายที่ใช้การต่อสู้แบบสงครามอสมมาตร หรือ Asymmetric Warfare คือ การต่อสู้โดยกำลังที่น้อยกว่าในรูปแบบการก่อการร้าย ซึ่งไม่สามารถคาดเท่ากลยุทธได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ การต่อสู่จึงขยายวงกว้างออกไปด้วยวิธีการต่อสู้ในลักษณะข้างต้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ววิธีการที่จะแก้ไขปัญหาการต่อสู้กับการก่อการร้ายในปัจจุบัน ยังมาสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เลย เช่นเดียวกับการต่อสู้ทางการเมืองในไทยยังไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาได้ว่าจะจบเช่นใด เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีความไว้วงาใจระหว่างกัน ไม่มีการรู้แพ้ชนะ หากพ่ายแพ้ก็จะเริ่มกระบวนการต่อสู้ครั้งใหม่

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551

วิกฤตการเมืองถึงขั้นวิกฤติ

วิกฤตการเมืองถึงขั้นวิกฤติ

การเคลื่อนไหวของกลุ่ม พ.ป.ป.เพื่อกดดันให้ นรม.หรือ ครม.ที่ถูกมองว่ารับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นรม.หมดสภาพความชอบธรรมที่มักอ้างว่ามาจากระบบประชาธิปไตยกำลังเข้าขั้นที่เรียกว่าอาจจะเกิดวิกฤตและอาจเกิดการเผชิญหน้าเพราะต่างฝ่ายไม่ยอมรับวิธีการสันติวิธี โดยจุดที่ต่างฝ่ายต่างทันกันคือ หากผู้ใดใช้ความรุนแรงก่อนย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ รวมทั้งต่างฝ่ายโดยเฉพาะพันธมิตรกำลังสร้างวาทกรรมว่าการต่อสู้ครั้งนี้ เพื่อปกป้องแผ่นดินและราชวงศ์จักรี เพื่อแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้มีความชอบธรรมเพื่อขับไล่อธรรมออกจากอำนาจ ที่สำคัญจะทำให้ชนชั้นกลางใน กทม.ออกมาเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

สำหรับเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในครั้งนี้ มาจาก พ.พ.ป.เองที่ได้ปลุกระดม เชิญชวนให้ร่วม สร้างการต่อสู้ครั้งสุดครั้งใหญ่ ในการขับไล่รัฐบาลตัวแทน ซึ่งยังได้รับการสนับสนุนจากลุ่มทุน ทหารที่เคยปฏิวัติเมื่อ 19 ก.ย.49 ประกอบกับฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะตัวนำ และ รัฐมนตรียังสร้างเงื่อนไขขึ้นเฉพาะหน้าหลายกรณี ที่สำคัญ ณ เวลานี้ถึงจุดสูงสุดของของการต่อสู้ที่ไม่สามารถรอมชอมกันได้แล้ว เนื่องจากข้อเรียกรองของพันธมิตรไม่อาจเป็นที่ยอมรับของผู้นำตัวจริงของพรรคพลังประชาชนได้ จึงเชื่อว่าการชุมนุมครั้งนี้ ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย

ผลกระทบในระยะแรกเพื่อให้รัฐบาลลาออก ซึ่งดูเหมือนว่าคงจะไม่มีการยอมรับจากรัฐบาลมากนัก เพราะมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ตกอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องยอมรับข้อเรียกร้องอื่นตามมาด้วย รวมทั้งยอมหมายถึงการยอมแพ้ของกลุ่มต่อต้าน

ส่วนตัวแปรที่สำคัญว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะคือ ผบ.ทบ.ซึ่งในเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเลือกอยู่ฝ่ายใด โดยต้องขึ้นอยู่กับแนวโน้มว่าฝ่ายใดจะมีโอกาสที่ชนะมากกว่านั้นหมายว่า ผบ.ทบ.จะเลือกทำหน้าที่เพื่ออะไร ทางหนึ่งเลือกที่จะช่วยเหลือเพื่อร่วมรุ่น อีกทางหนึ่งเลือกเพื่อทำลายระบบทักษิณ ซึ่งระบอบที่เทียบเท่าระบบที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลไม่ยอมลาออก โดยคาดว่าพันธมิตรเมื่อยึดทำเนียบไปแล้วนั้นหมายว่าศูนย์กลางการบริหารประเทศ อยู่ภายใต้การควบคุมของพันธมิตร ซึ่งคาดว่าจะยึดอย่างยืดเยื้อต่อไป แนวทางต่อสู้ครั้งนี้ จึงกดดันให้ฝ่ายรัฐบาล ต้องเหมือนกับรัฐบาลพลัดถิ่นที่ถูกขับไล่ออกจากประเทศ เพราะไม่มีความชอบธรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความกดดันจะเกิดขึ้นกับฝ่ายรัฐบาลหากขาดความอดทนและอดกลั้นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วใช้ความรุนแรงต่อพันธมิตร ย่อมหมายถึงฝ่ายทหารโดย ผบ.ทบ.จะมีการตัดสินใจว่าจะเลือกเข้าข้างฝ่ายใด เพราะจะเกิดความชอบธรรมในการใช้อำนาจมากขึ้น นั้นหมายความว่าแนวทางในการต่อสู้อาจยังไม่ถึงจุดจบ เพราะเป็นการหยุดสถานการณ์ ความรุนแรง และจากการต่อสู้ครั้งนี้เป็นสงครามกลางเมืองที่จะยืดเยื้อเพราะระดับผู้นำยังไม่ได้ถูกทำลายอย่างย่อยยับ และยังพร้อมที่จะเอาคืนเสมอ แต่หากมีการประกาศยอมรับและขอโทษกับสิ่งที่ทำไปของอดีตผู้นำ มีความเป็นไปได้ว่าสถานการณ์อาจจะดีขึ้นก็ได้

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551

การต่อสู้ทางการเมืองเพิ่งเริ่มต้น

การต่อสู้ทางการเมืองเพิ่งเริ่มต้น

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ปัจจัยหรือเงื่อนไขต่างๆที่จะนำมาซึ่งการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช กับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พ.ป.ป.) ได้ลดลงเพราะฝ่ายต่อต้าน พ.ป.ป.ได้ถอนเงื่อนไขทั้งในเรื่องการลาออกของรัฐมนตรีท่านหนึ่ง การถอนประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ในการต่อสู่ในทางการเมืองครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายรัฐบาลจะพ่ายแพ้ในการต่อสู้ในครั้งนี้ เนื่องจากวัฒนธรรมทางการเมืองไทยหากผู้พ่ายแพ้ยอมรับผิดแล้วผู้ที่เป็นฝ่ายชนะมักจะไม่ยอมให้อภัยแต่จะใช้เป็นข้ออ้างในการซ้ำเติม หรือ แสดงความเหนือกว่า ซึ่งแตกต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่จะให้อภัยและเปิดทางให้ผู้ที่ทำผิดสามารถแก้ไขสิ่งที่ทำไปแล้วให้ถูกต้อง นั้นหมายความว่าความบาดหมางที่เกิดขึ้นจะได้รับการเยียวยาซึ่งเป็นผลจากการกระทำจากทั้งฝ่ายคือ ผู้แพและผู้ชนะ

จากการที่หลายฝ่ายมีความเห็นว่าหลังที่ภาพของ 2 บุรุษได้พบกันในงานศพมารดาของ ผบ.ทบ.จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาโดยมีรายงานข่าวจากสื่อมวลชนว่าอดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคไทยรักไทยได้กล่าวคำ ”ขอโทษ” แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าการต่อสู้จะจบสิ้นได้ง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีแนวร่วมในภาคต่างๆซึ่งมีวัตถุประสงค์แอบแฝงโดยเฉพาะเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ให้การสนับสนุน จึงอยากแก่การหันหน้าเข้าหากัน

การต่อสู้ทางการเมืองในขณะนี้ อาจกล่าวได้ว่ามีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน ประกอบด้วย การสร้างเครือข่ายในการต่อสู้ซึ่งขยายตัวมากขึ้นจากการช่องทางในการสื่อสารสมัยใหม่ เสนอข้อมูลเชิงลบโจมตีฝ่ายตรงข้ามโดยการขุดคุ้ยความไม่ดีไม่งามมาเสนอ หรือ เรียกร้องความสนใจในรูปแบบต่างๆต่อเป้าหมาย วัตถุประสงค์ คือ การสร้างแนวร่วมในการต่อสู้ ดังจะเห็นจากการแปรสภาพจาก เว็บไซด์ ไฮทักษิณ มาเป็น www. thai-grassroots.com ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ที่สำคัญ ซึ่งเป็นการ ขณะที่ฝ่าย พ.ป.ป.ได้ใช้วิธีการเดียวกันตอบโต้ฝ่ายรัฐบาล โดยใช้เครือข่ายทางการสื่อสารของเจ้าของ นสพ.ผู้จัดการ วิทยุ 97.75 astv.

การใช้เครื่องมือข้างต้นจึงทำให้ไม่สามารถประเมินกำลังของแต่ละฝ่ายได้เพราะเป็นการสร้างแนวร่วมในพื้นที่ส่วนตัว โดยผ่านเครือข่ายทางการสื่อสารสมัยใหม่ ดังนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้ จึงทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างลึกซึ้งในภาคสังคม ดังจะเห็นจากการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่ายมีมือที่มองไม่เห็นให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมีความได้เปรียบทางด้านเมืองในแง่ของการสนับสนุนจากประชาชนในต่างจังหวัด กลุ่มอิทธิพลซึ่งเป็นหัวคะแนนของนักการเมือง นักการเมือง กลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งภายในและภายนอกประเทศ (มีต่อ)